วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หลักการดูแลเมื่อลูกน้อยท้องเสีย


การดูแลน้องช่วงท้องเสีย
หัวใจสำคัญมี 2 ประการค่ะคือ 
 การดูแลไม่ให้ขาดน้ำและเกลือแร่ ทั้งนี้เพราะการขาดทั้ง 2 สิ่งนี้จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อกได้โดยง่าย
 ถึงแม้ก่อนหน้าจะท้องเสีย น้องจะมีสุขภาพสมบูรณ์เพียงใด จึงควรให้ความสำคัญกับน้ำและเกลือแร่มากที่สุด
และการให้อาหารที่เหมาะสมค่ะโดย
น้องที่กินนมแม่ควรให้นมแม่ต่อไป ไม่จำเป็นต้องหยุดนมแม่ น้องที่กินนมผสมให้งดนมและ ให้เริ่มกินหลัง 4-6 ชั่วโมงแรก
 (ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่เพื่ อแก้ไขภาวะขาดน้ำ)ไม่ต้องชงนมเจือจาง 
แต่ให้กินครั้งละปริมาณน้อยลง (เช่น กินปริมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 2 ใน 3 ของที่เคยให้ในแต่ละมื้อ)
แต่ต้องเพิ่มจำนวนมื้อให้ถี่ขึ้น ปริมาณนมที่ลูกได้รับในแต่ละวันจะได้ใกล้เคียงก ับที่เคยได้ยามปกติ
ตัวอย่างเช่นปกติหากน้องทานนมมื้อละ4ออนซ์ทุก4ชม.ก็ให้เหลือมื้อละ2ออนซ์ทุก2ชม.แทน)
หากน้องถ่ายมากหรือในกรณีที่น้องถ่าย
มากกว่า 3 วันแล้ว พิจารณาเปลี่ยนเป็นนมวัวสูตรพิเศษ ที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส หรือนมถั่วเหลือง
การเปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษดังกล่าว อาจจะช่วยให้อาการถ่ายลดลง เนื่องจากในช่วงที่มีการติดเชื้อบางชนิดในลำไส้ 
 อาจมีผลทำให้การสร้างน้ำย่อยแลคเตสลดลง เป็นผลให้การย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่สมบูรณ์ทำให้ยั งถ่ายเป็นน้ำมากได้
หากอาการดีขึ้นหลังเปลี่ยนเป็นนมสมบูรณ์ไม่มีน้ ำตาลแลคโตส ควรกินต่อจนหายท้องเสียประมาณ 3 วัน แล้วค่อยๆ เริ่มนมตามปกติค่ะคุณแม่
(ได้แก่  เอนฟาแลคแลคโตสฟรี,  เอนฟาแลค เอพลัส โปรโซบี(นมถั่วเหลือง))
น้องที่เริ่มกินที่กินอาหารเสริมแล้ว ควรให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ควรเพิ่มจำนวนมื้อให้มากขึ้นอีก 1-2 มื้อ 
โดยให้ปริมาณไม่มากเกินไปในแต่ละมื้อค่ะ 
 เน้นอาหารจำพวกแป้งค่ะและแถม มีปริมาณโปรตีนอีกเล็กน้อย หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเส้นใย   ผักผลไม้
งดอาหารย่อยยาก โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง งดน้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมากๆ เพราะอาจทำให้ ถ่ายบ่อยขึ้น
 ลดปริมาณของอาหารในแต่ละมื้อและเพิ่มจำนวนมื้อ (หรือกินทีละน้อย แต่บ่อยครั้งนั่นเองค่ะ)
ดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ถ่ายเป็นน้ำ แนะนำให้ใช้ผงเกลือแร่ชนิดซอง โดยผสมในน้ำต้มสุก
ในสัดส่วนตามที่ระบุไว้ที่ซอง ไม่ควรผสมเองเพราะสัดส่วนที่ได้อาจไม่เหมาะสม ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมผสมกับเกลือแกง
หรือดื่มเกลือแร่ชนิดน้ำสำหรับนักกีฬาค่ะ
การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) มีวัตถุประสงค์ 2 อย่าง ประการแรกคือ การป้องกันภาวะขาดน้ำ 
โดยให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส ชดเชยปริมาณ 2-3 ออนซ์ เมื่อลูกถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำในแต่ละครั้ง
แต่ถ้าหากปริมาณที่ถ่ายเพียงเล็กน้อยหรือกะปริด กะปรอย ไม่จำเป็นต้องให้สารละลายเกลือแร่โออาร์เอสชดเช ยก็ได้
วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส เพื่อรักษาหรือแก้ไขภาวะขาดน้ำ
ซึ่งกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่มักจะไปปรึกษาแพทย์แล้ว แพทย์มักจะแนะนำว่า ใน 4-6 ชั่วโมงแรก 
ให้ลูกดื่มสารละลายน้ำตาล เกลือแร่โออาร์เอสให้มากๆ โดยใน 1 ชั่วโมง ควรให้กินอย่างน้อย 12-15 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
เป็นเวลานาน 4-6 ชั่วโมง ควรใช้ช้อนตักป้อนเพื่อให้ลำไส้ดูดซึมได้ทัน
สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส มีทั้งชนิดผสมเป็นน้ำสำเร็จรูป หรือชนิดเป็นผงบรรจุใส่ซอง แล้วนำมาผสมน้ำเอง
โดยผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ปริมาณน้ำตามที่ระบุไว้ที่ซอง (ส่วนใหญ่จะผสม 240 ซี.ซี.) หากลูกไม่กินสารละลายน้ำตาล
 เกลือแร่โออาร์เอส อาจเลือกใช้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ที่มีรสผลไม้ บางคนอาจกินได้ดีขึ้นหากแช่เย็น
หากยังไม่ยอมกินอาจลองให้ของเหลวที่เตรียมที่บ้ าน เช่น น้ำข้าวใส่เกลือ น้ำซุปใส่เกลือ เป็นต้น
หากมีไข้ ให้เช็ดตัวลดไข้และให้ยาลดไข้
หากน้องมีอาเจียนร่วมด้วย
อาการท้องเสียไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษของแบคทีเรีย หรือเกิดจากเชื้อไวรัสนั้นมักจะมีอาการคลื่นไส้และ อาเจียนร่วมด้วย 
ดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก จึงทำให้น้องไม่อยากจะกินอาหารหรือแม้กระทั่งน้ำเกลือแร่
ในบางครั้งกระเพาะอาหารของลูกอาจจะมีความไวต่อสารน้ำและอาหารที่ลงสู่กระเพาะ จึงทำให้อาเจียนอาหารออกมาหมดเมื่อกินเข้าไป
ในกรณีเช่นนี้ ควรป้อนน้ำเกลือแร่ทีละน้อย อาจจะประมาณ 5 ซีซี หรือประมาณ 1 ช้อนชา ทุก ๆ 2-3 นาที 
ก็จะช่วยลดการอาเจียนของลูกได้ ในกรณีที่ลูกมีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ลูกอาจจะไม่ชอบดื่มน้ำเกลือแร่เพราะรสชาติไม่ชวนดื่ม
อาจจะนำน้ำผลไม้กล่องสำเร็จรูปยี่ห้อใดก็ได้ มาเจือจางลง 2 เท่าตัว คือ น้ำผลไม้สำเร็จรูป 1 ส่วน เติมน้ำสะอาด 2 ส่วน
ก็จะพอทดแทนน้ำเกลือแร่ได้ โดยจะมีรสชาติที่ดีกว่าน้ำเกลือแร่ทั่วไป 
สำหรับลูกที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 24 เดือน(อาจเกิดจากขาดน้ำย่อยแลคโตส)
บางครั้งอาจจะต้องเปลี่ยนสูตรนมที่เคยดื่มอยู่ มาเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทส แต่ก็ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องเปลี่ยนเป็นนมชนิดนี้
ทุกครั้งที่ลูกท้อง  เสียให้สังเกตง่าย ๆ ว่า ลูกมีตัวอุ่น ๆ มักมีน้ำมูกไหล ไอ อาเจียน และถ่ายเหลวเป็นน้ำ
อุจจาระก็มักจะไม่มีกลิ่นเหม็นคาว จะเป็นน้ำใสจำนวนมาก มักจะถ่ายมี  เสียงลมปนออกมากับอุจจาระ เมื่อมีอาการเช่นนี้
จึงสมควรเปลี่ยนสูตรนมเป็นชนิดที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทส แต่โอกาสที่จะเกิดการขาดน้ำย่อยน้ำตาลแล็กโทสนั้น ก็พบได้น้อยกว่า 
เพราะส่วนใหญ่ของการท้องเสียของลูกในประเทศไทยมักเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจจะหายได้เองหรือต้องได้รับยาปฏิชีวนะ
ที่ถูกชนิด จึงไม่ควรที่จะเปลี่ยนเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทสทุกครั้งที่ท้องเสีย
 สำหรับทารกที่ท้องเสียจากสาเหตุอื่นๆ ต้องรักษาตามสาเหตุ เช่น ทารกที่แพ้นมวัว การรักษาจะรักษาโดยการงดนมวัว 
ให้กินนมแม่อย่างเดียว ถ้าแม่ไม่มีน้ำนมแล้ว ให้ใช้นมถั่วเหลืองหรือนมพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมว ัว 
ซึ่งอาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังเปลี่ยนนม แต่หากกลับไปกินนมวัวก็จะมีอาการท้องเสียอีก เด็กบางรายที่แพ้นมวัว
อาจจะแพ้นมถั่วเหลืองด้วย ต้องใช้นมสูตรพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมวัว ยังโชคดีที่ภาวะแพ้นมวัวไม่ได้เป็นตลอดไป 
เด็กส่วนใหญ่จะหายแพ้เมื่ออายุเกิน 2 ขวบ
การใช้นมถั่วเหลืองในทารกขวบปีแรกนั้น ควรใช้นมถั่วเหลืองสูตรสำหรับทารก เพราะจมีการเสริมแร่ธาต ุและวิตามิน
ครบถ้วนเ หมาะกับทารกวัยขวบปีแรก  (มิใช่ให้กินน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองสำหรับผู้ใหญ่)
ซึ่งในรายละเอียดอาจ ขอคำแนะนำ จากแพทย์ ผู้ดูแลได้ค่ะ
(ตัวอย่างนมเอนฟาสูตรพิเศษในส่วนของบริษัทได้แก่เอนฟาแลคเอพลัสโปรโซบีเป็นต้น)
หากลูกมีอาการขาดน้ำรุนแรง แพทย์จะให้การรักษาโดยให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเล ือด การให้อาหารที่เหมาะสม มีความสำคัญมาก
เพื่อป้องกันการขาดอาหาร ทำให้หายเร็วยิ่งขึ้น นอกจากเลือกชนิดอาหารให้เหมาะสมแล้ว ควรให้ครั้งละน้อยแต่ให้บ่อยๆ 
เพื่อให้ลำไส้ค่อยๆ ย่อยและดูดซึมอาหารได้ทัน หากลำไส้ย่อยและดูดซึมอาหารไม่ทันก็จะทำให้มีท้ องเสียอีกค่ะ
 ยาแก้ท้องเสียหรือยาช่วยให้หยุดถ่ายไม่ควรใช้กับเด็ก เนื่องจากจะทำให้สารพิษหรือเชื้อโรคตกค้างในร่างกายนานขึ้น 
ยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้ออาจมีประโยชน์ในกรณีอุจจาระมีมูกเลือดหรือเป็นอหิวาตกโรค แต่ควรจะอยู่ในความดูแลจากแพทย์
กรณีท้องเสียจากยา ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดยาที่เป็นสาเหตุ หากยังไม่หยุดถ่าย ควรปรึกษาแพทย์
การให้ยาปฏิชีวนะ อาจมีความจำเป็นสำหรับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะกรณีถ่ายมีมูกเลือด ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
ไม่ควรซื้อยากินเองเพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากย าหรือเชื้อดื้อยา ส่วนท้องเสีย
 ส่วนท้องเสียจากติดเชื้อไวรัส จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการให้ยาปฏิชีวนะ
พ่อแม่มักเข้าใจว่าเมื่อลูกเริ่มท้องเสีย ลูกควรจะหยุดถ่ายในเวลา 1-2 วัน หลังจากเริ่มรักษา 
ความจริง แล้วอาการ ท้องเสียอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-6 วันจึงจะหาย
 ดังนั้นหากลูกสดชื่น เล่นได้ กินได้ ไม่มีอาการขาดน้ำ ไม่มีไข้ แม้ว่ายังถ่ายเหลวอยู่บ้าง ก็ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ
สังเกตลักษณะของอุจจาระ
อาการที่ต้องไปพบแพทย์
หากอาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 4-5 วัน เป็นเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
และอย่าลืมเก็บอุจจาระที่ผิดปกติครั้งสุดท้ายมาให้แพทย์ดูเพื่อประกอบการวินิจฉัยด้วยนะคะ
ถ้าลูกมีอาการท้องเสียต่อเนื่องเกินกว่า 7 วัน ถึงแม้แต่ละวันจะถ่ายไม่มากแต่ก็เรื้อรังเช่นนี้ สมควร
สมควรที่จะนำปัญหาของลูกไปปรึกษากับหมอเด็กอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุใหม่และให้การรักษาที่ถูกทางโดยเร็ว 
เพราะการปล่อยให้ลูกท้องเสียเรื้อรังเช่นนี้ มีแต่จะบั่นทอนสุขภาพของลูก นอกจากจะทำให้น้ำหนักตัวของลูกไม่เพิ่มขึ้นแล้ว 
การท้องเสียเรื้อรังที่ยาวนานเป็นเดือนอาจจะกระทบต่อความสูงของลูกได้ในระยะยาว
กรณีที่เด็กไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ อุจจาระมีมูกเลือด มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง
มีอาการหอบเหนื่อย ซึมลง ปัสสาวะลดลง ไข้สูง อาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
การป้องกันที่ดีที่สุดค่ะได้แก่
สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รักษาสุขอนามัยในเรื่องอาหารและน้ำดื่ม 
 ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
หากน้องกินนมผสม ควรต้มหรือนึ่งขวดนมหรือจุกนมนาน 10-15 นาทีก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก 
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค วัคซีนไทฟอยด์ และวัคซีนโรต้า อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้คุณแม่พิจารณราค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น