| สาเหตุที่มักจะพบได้บ่อยมีดังนี้ค่ะคุณแม่ | ||||||||
| สำหรับทารก อาการท้องเสียมักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรค เนื่องจากการดูแลความสะอาดของขวด | ||||||||
| นมไม่เหมาะสม ปัจจุบันอาการท้องเสียจากสาเหตุนี้พบน้อยลง | ||||||||
| โดยปกติ การท้องเสียมักเกิดจากมีเชื้อโรคปะปนในอาหารหรือนมของลูก โดยเชื้อโรคบางชนิดสามารถสร้างสารพิษให้ | ||||||||
| ละลายปนในอาหาร ซึ่งถึงแม้จะนำอาหารที่เจือปนเชื้อโรคและสารพิษนี้มาทำให้สุก อาจจะทำลายตัวเชื้อโรคให้หมดฤทธิ์ได้เพราะสารพิษ | ||||||||
| จากเชื้อโรคเหล่านี้มักจะทนความร้อนได้ดี จึงควรระมัดระวังมิให้เชื้อโรคได้เติบโตในอาหารที่จะให้แก่ลูกตั้งแต่เตรียมอาหารเสร็จ | ||||||||
| การแพ้นมวัวหรือแพ้อาหารอื่นๆ เช่น ไข่ขาว อาหารทะเล ฯลฯ โดยที่ทารกขวบปีแรกมักพบการแพ้นมวัวบ่อยกว่าอาห ารอื่นๆ | ||||||||
| หากท้องเสียนานกว่าปกติร่วมกับมีอาการอื่นๆ ที่บ่งชี้ถึงภูมิแพ้ เช่น ผื่นคันที่แก้มเป็นๆ หายๆ เป็นต้น ก็จะทำให้คิดถึงภาวะนี้มากขึ้น | ||||||||
| และทารกที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นภูมิแพ้ ก็มีโอกาสเกิดภาวะแพ้นมวัวหรือแพ้อาหารได้สูงขึ ้น | ||||||||
| อีกสาเหตุอาจจะเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด ของการย่อย การดูดซึม และความผิดปกติของลำไส้เล็ก ทารกมักจะมีอาการ | ||||||||
| ท้องเสียตั้งแต่แรกเกิดและมักเป็นเรื้อรัง | ||||||||
| อาการท้องเสียในเด็กเล็กอายุ 4-6 เดือนขึ้นไป มักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรค | ||||||||
| เพราะเด็กในวัยนี้มักมีความสนใจหยิบจับสิ่งต่างๆ เจ้าปาก หรือชอบดูดนิ้วมือ ซึ่งหากเป็นคนรุ่นเก่า อาจเรียกโรคนี้ว่า “โรคยืดตัว” | ||||||||
| เนื่องจากโรคมักเป็นในช่วงที่มีการพัฒนาของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ เช่น คืบ คลาน นั่ง เกาะยืน | ||||||||
| การที่ลูกหยิบของตามพื้นมาอมเข้าปาก ซึ่งมักพบในขณะที่ลูกอายุ 6-24 เดือน ควรระวังสิ่งของเหล่านี้ โดยเฉพาะ | ||||||||
| ของที่อยู่ตามพื้นหรือของเล่นของลูก จึงควรหมั่นล้างทำความสะอาดของเล่นของลูกทุกวันก็จะป้องกันมิให้ลูกท้องเสียได้ | ||||||||
| การติดเชื้อในลำไส้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส สำหรับทารก 6 เดือนแรก | ||||||||
| มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) หรือ E.coli ฯลฯ ส่วนทารกเกิน 6 เดือน จะพบสาเหตุจากเชื้อไวรัสได้บ่อย | ||||||||
| โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรต้าไวรัส | ซึ่งในบ้านเราจะพบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว | |||||||
| ยาบางชนิดที่ลูกได้รับอาจทำให้ทารกบางรายท้องเส ียได้ เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด amoxycillin, amoxycillin / clavulanic acid, | ||||||||
| erythromycin ฯลฯ หรือยาที่คุณแม่กิน หากให้ลูกกินนมแม่ ยาบางชนิดจะผ่านน้ำนมแม | ่และอาจทำให้ลูกท้องเสียได้ | |||||||
| ช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillin และ cephalosporin | ||||||||
| อาหารบางชนิด เช่น กินน้ำผลไม้ปริมาณมากเกินไป หรือการชงนมเข้มข้นกว่าปกติ อาจทำให้ท้องเสียได้ | ||||||||
| น้องเพิ่งปรับเปลี่ยนสูตรนมหรือไม่คะเนื่องจากทารกวัยแรกเกิดถึงหนึ่งปีร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่รวมถึงระบบการย่อยอาหาร | ||||||||
| ยังไม่สมบูรณื หากเปลี่ยนนมโดยทันทีเพราะเมื่อสารอาหารที่ได้รับเปลี่ยนแปลงไปอาจส่งผลให้มีลักษณะอุจจาระแข็งหรือเหลวได้ | ||||||||
| สำหรับลูกที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 24 เดือน(อาจเกิดจากขาดน้ำย่อยแลคโตส) | ||||||||
| บางครั้งอาจจะต้องเปลี่ยนสูตรนมที่เคยดื่มอยู่ มาเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทส แต่ก็ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องเปลี่ยนเป็นนมชนิดนี้ | ||||||||
| ทุกครั้งที่ลูกท้อง เสียให้สังเกตง่าย ๆ ว่า ลูกมีตัวอุ่น ๆ มักมีน้ำมูกไหล ไอ อาเจียน และถ่ายเหลวเป็นน้ำ | ||||||||
| อุจจาระก็มักจะไม่มีกลิ่นเหม็นคาว จะเป็นน้ำใสจำนวนมาก มักจะถ่ายมี เสียงลมปนออกมากับอุจจาระ เมื่อมีอาการเช่นนี้ | ||||||||
| จึงสมควรเปลี่ยนสูตรนมเป็นชนิดที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทส แต่โอกาสที่จะเกิดการขาดน้ำย่อยน้ำตาลแล็กโทสนั้น ก็พบได้น้อยกว่า | ||||||||
| เพราะส่วนใหญ่ของการท้องเสียของลูกในประเทศไทยมักเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจจะหายได้เองหรือต้องได้รับยาปฏิชีวนะ | ||||||||
| ที่ถูกชนิด จึงไม่ควรที่จะเปลี่ยนเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทสทุกครั้งที่ท้องเสีย | ||||||||
| สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป อาการท้องเสียมักมีสาเหตุจากการติดเชื้อโรคไวรัสเรียกว่า “ไวรัสลงลำไส้” หรือเกิดจากอาหารเป็นพิษ | ||||||||
| เด็กวัย 5 ปีแรก อาการท้องเสียอาจมีสาเหตุจากโรคติดเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งเด็กจะมีอาการไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นน้ำ ร่างกายขาดน้ำ | ||||||||
| และอาจมีผิวหนังบริเวณก้นแดง เนื่องจากเด็กไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็คโตสได้ | ||||||||
| ไข้ออกผื่นร่วมกับอุจจาระร่วง มักเกิดจากไวรัสในเด็กวัยนี้ ไข้จะมีเพียง3-4วันแล้วหายไปแต่อาการอุจจระร่วงยังอยู่เนื่องจากมีลักษณะ | ||||||||
| ของลำไส้ขาดน้ำย่อยน้ำตาลนม(แลคโตส)ซึ่งปัจจุบันมีนมสูตรพิเศษสำหรับอาการดังกล่าวแนะนำให้เปลี่ยนนมชั่วคราวหลังเปลี่ยนนมก็ควร | ||||||||
| จะถ่ายดีขึ้นเป็นปกติค่ะ | ||||||||
nursejum
วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554
สาเหตุที่ลูกน้อยท้องเสีย
หลักการดูแลเมื่อลูกน้อยท้องเสีย
| การดูแลน้องช่วงท้องเสีย | ||||||||
| หัวใจสำคัญมี 2 ประการค่ะคือ | ||||||||
| การดูแลไม่ให้ขาดน้ำและเกลือแร่ ทั้งนี้เพราะการขาดทั้ง 2 สิ่งนี้จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อกได้โดยง่าย | ||||||||
| ถึงแม้ก่อนหน้าจะท้องเสีย น้องจะมีสุขภาพสมบูรณ์เพียงใด จึงควรให้ความสำคัญกับน้ำและเกลือแร่มากที่สุด | ||||||||
| และการให้อาหารที่เหมาะสมค่ะโดย | ||||||||
| น้องที่กินนมแม่ควรให้นมแม่ต่อไป ไม่จำเป็นต้องหยุดนมแม่ น้องที่กินนมผสมให้งดนมและ ให้เริ่มกินหลัง 4-6 ชั่วโมงแรก | ||||||||
| (ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่เพื่ อแก้ไขภาวะขาดน้ำ) | ไม่ต้องชงนมเจือจาง | |||||||
| แต่ให้กินครั้งละปริมาณน้อยลง (เช่น กินปริมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 2 ใน 3 ของที่เคยให้ในแต่ละมื้อ) | ||||||||
| แต่ต้องเพิ่มจำนวนมื้อให้ถี่ขึ้น ปริมาณนมที่ลูกได้รับในแต่ละวันจะได้ใกล้เคียงก ับที่เคยได้ยามปกติ | ||||||||
| ตัวอย่างเช่นปกติหากน้องทานนมมื้อละ4ออนซ์ทุก4ชม.ก็ให้เหลือมื้อละ2ออนซ์ทุก2ชม.แทน) | ||||||||
| หากน้องถ่ายมากหรือในกรณีที่น้องถ่าย | ||||||||
| มากกว่า 3 วันแล้ว พิจารณาเปลี่ยนเป็นนมวัวสูตรพิเศษ ที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส หรือนมถั่วเหลือง | ||||||||
| การเปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษดังกล่าว อาจจะช่วยให้อาการถ่ายลดลง เนื่องจากในช่วงที่มีการติดเชื้อบางชนิดในลำไส้ | ||||||||
| อาจมีผลทำให้การสร้างน้ำย่อยแลคเตสลดลง เป็นผลให้การย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่สมบูรณ์ทำให้ยั งถ่ายเป็นน้ำมากได้ | ||||||||
| หากอาการดีขึ้นหลังเปลี่ยนเป็นนมสมบูรณ์ไม่มีน้ ำตาลแลคโตส ควรกินต่อจนหายท้องเสียประมาณ 3 วัน แล้วค่อยๆ เริ่มนมตามปกติค่ะคุณแม่ | ||||||||
| (ได้แก่ เอนฟาแลคแลคโตสฟรี, เอนฟาแลค เอพลัส โปรโซบี(นมถั่วเหลือง)) | ||||||||
| น้องที่เริ่มกินที่กินอาหารเสริมแล้ว ควรให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ควรเพิ่มจำนวนมื้อให้มากขึ้นอีก 1-2 มื้อ | ||||||||
| โดยให้ปริมาณไม่มากเกินไปในแต่ละมื้อค่ะ | ||||||||
| เน้นอาหารจำพวกแป้งค่ะและแถม มีปริมาณโปรตีนอีกเล็กน้อย หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเส้นใย ผักผลไม้ | ||||||||
| งดอาหารย่อยยาก โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง งดน้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมากๆ เพราะอาจทำให้ ถ่ายบ่อยขึ้น | ||||||||
| ลดปริมาณของอาหารในแต่ละมื้อและเพิ่มจำนวนมื้อ (หรือกินทีละน้อย แต่บ่อยครั้งนั่นเองค่ะ) | ||||||||
| ดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ถ่ายเป็นน้ำ แนะนำให้ใช้ผงเกลือแร่ชนิดซอง โดยผสมในน้ำต้มสุก | ||||||||
| ในสัดส่วนตามที่ระบุไว้ที่ซอง ไม่ควรผสมเองเพราะสัดส่วนที่ได้อาจไม่เหมาะสม ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมผสมกับเกลือแกง | ||||||||
| หรือดื่มเกลือแร่ชนิดน้ำสำหรับนักกีฬาค่ะ | ||||||||
| การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) มีวัตถุประสงค์ 2 อย่าง ประการแรกคือ การป้องกันภาวะขาดน้ำ | ||||||||
| โดยให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส ชดเชยปริมาณ 2-3 ออนซ์ เมื่อลูกถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำในแต่ละครั้ง | ||||||||
| แต่ถ้าหากปริมาณที่ถ่ายเพียงเล็กน้อยหรือกะปริด กะปรอย ไม่จำเป็นต้องให้สารละลายเกลือแร่โออาร์เอสชดเช ยก็ได้ | ||||||||
| วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส เพื่อรักษาหรือแก้ไขภาวะขาดน้ำ | ||||||||
| ซึ่งกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่มักจะไปปรึกษาแพทย์แล้ว แพทย์มักจะแนะนำว่า ใน 4-6 ชั่วโมงแรก | ||||||||
| ให้ลูกดื่มสารละลายน้ำตาล เกลือแร่โออาร์เอสให้มากๆ โดยใน 1 ชั่วโมง | ควรให้กินอย่างน้อย 12-15 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม | |||||||
| เป็นเวลานาน 4-6 ชั่วโมง ควรใช้ช้อนตักป้อนเพื่อให้ลำไส้ดูดซึมได้ทัน | ||||||||
| สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส มีทั้งชนิดผสมเป็นน้ำสำเร็จรูป หรือชนิดเป็นผงบรรจุใส่ซอง แล้วนำมาผสมน้ำเอง | ||||||||
| โดยผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ปริมาณน้ำตามที่ระบุไว้ที่ซอง (ส่วนใหญ่จะผสม 240 ซี.ซี.) หากลูกไม่กินสารละลายน้ำตาล | ||||||||
| เกลือแร่โออาร์เอส อาจเลือกใช้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ที่มีรสผลไม้ บางคนอาจกินได้ดีขึ้นหากแช่เย็น | ||||||||
| หากยังไม่ยอมกินอาจลองให้ของเหลวที่เตรียมที่บ้ าน เช่น น้ำข้าวใส่เกลือ น้ำซุปใส่เกลือ เป็นต้น | ||||||||
| หากมีไข้ ให้เช็ดตัวลดไข้และให้ยาลดไข้ | ||||||||
| หากน้องมีอาเจียนร่วมด้วย | ||||||||
| อาการท้องเสียไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษของแบคทีเรีย หรือเกิดจากเชื้อไวรัสนั้นมักจะมีอาการคลื่นไส้และ อาเจียนร่วมด้วย | ||||||||
| ดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก จึงทำให้น้องไม่อยากจะกินอาหารหรือแม้กระทั่งน้ำเกลือแร่ | ||||||||
| ในบางครั้งกระเพาะอาหารของลูกอาจจะมีความไวต่อสารน้ำและอาหารที่ลงสู่กระเพาะ จึงทำให้อาเจียนอาหารออกมาหมดเมื่อกินเข้าไป | ||||||||
| ในกรณีเช่นนี้ ควรป้อนน้ำเกลือแร่ทีละน้อย อาจจะประมาณ 5 ซีซี หรือประมาณ 1 ช้อนชา ทุก ๆ 2-3 นาที | ||||||||
| ก็จะช่วยลดการอาเจียนของลูกได้ ในกรณีที่ลูกมีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ลูกอาจจะไม่ชอบดื่มน้ำเกลือแร่เพราะรสชาติไม่ชวนดื่ม | ||||||||
| อาจจะนำน้ำผลไม้กล่องสำเร็จรูปยี่ห้อใดก็ได้ มาเจือจางลง 2 เท่าตัว คือ น้ำผลไม้สำเร็จรูป 1 ส่วน เติมน้ำสะอาด 2 ส่วน | ||||||||
| ก็จะพอทดแทนน้ำเกลือแร่ได้ โดยจะมีรสชาติที่ดีกว่าน้ำเกลือแร่ทั่วไป | ||||||||
| สำหรับลูกที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 24 เดือน(อาจเกิดจากขาดน้ำย่อยแลคโตส) | ||||||||
| บางครั้งอาจจะต้องเปลี่ยนสูตรนมที่เคยดื่มอยู่ มาเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทส แต่ก็ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องเปลี่ยนเป็นนมชนิดนี้ | ||||||||
| ทุกครั้งที่ลูกท้อง เสียให้สังเกตง่าย ๆ ว่า ลูกมีตัวอุ่น ๆ มักมีน้ำมูกไหล ไอ อาเจียน และถ่ายเหลวเป็นน้ำ | ||||||||
| อุจจาระก็มักจะไม่มีกลิ่นเหม็นคาว จะเป็นน้ำใสจำนวนมาก มักจะถ่ายมี เสียงลมปนออกมากับอุจจาระ เมื่อมีอาการเช่นนี้ | ||||||||
| จึงสมควรเปลี่ยนสูตรนมเป็นชนิดที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทส แต่โอกาสที่จะเกิดการขาดน้ำย่อยน้ำตาลแล็กโทสนั้น ก็พบได้น้อยกว่า | ||||||||
| เพราะส่วนใหญ่ของการท้องเสียของลูกในประเทศไทยมักเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจจะหายได้เองหรือต้องได้รับยาปฏิชีวนะ | ||||||||
| ที่ถูกชนิด จึงไม่ควรที่จะเปลี่ยนเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทสทุกครั้งที่ท้องเสีย | ||||||||
| สำหรับทารกที่ท้องเสียจากสาเหตุอื่นๆ ต้องรักษาตามสาเหตุ เช่น ทารกที่แพ้นมวัว การรักษาจะรักษาโดยการงดนมวัว | ||||||||
| ให้กินนมแม่อย่างเดียว | ถ้าแม่ไม่มีน้ำนมแล้ว ให้ใช้นมถั่วเหลืองหรือนมพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมว ัว | |||||||
| ซึ่งอาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังเปลี่ยนนม แต่หากกลับไปกินนมวัวก็จะมีอาการท้องเสียอีก เด็กบางรายที่แพ้นมวัว | ||||||||
| อาจจะแพ้นมถั่วเหลืองด้วย ต้องใช้นมสูตรพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมวัว ยังโชคดีที่ภาวะแพ้นมวัวไม่ได้เป็นตลอดไป | ||||||||
| เด็กส่วนใหญ่จะหายแพ้เมื่ออายุเกิน 2 ขวบ | ||||||||
| การใช้นมถั่วเหลืองในทารกขวบปีแรกนั้น ควรใช้นมถั่วเหลืองสูตรสำหรับทารก เพราะจมีการเสริมแร่ธาต ุและวิตามิน | ||||||||
| ครบถ้วนเ หมาะกับทารกวัยขวบปีแรก (มิใช่ให้กินน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองสำหรับผู้ใหญ่) | ||||||||
| ซึ่งในรายละเอียดอาจ ขอคำแนะนำ จากแพทย์ ผู้ดูแลได้ค่ะ | ||||||||
| (ตัวอย่างนมเอนฟาสูตรพิเศษในส่วนของบริษัทได้แก่เอนฟาแลคเอพลัสโปรโซบีเป็นต้น) | ||||||||
| หากลูกมีอาการขาดน้ำรุนแรง แพทย์จะให้การรักษาโดยให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเล ือด การให้อาหารที่เหมาะสม มีความสำคัญมาก | ||||||||
| เพื่อป้องกันการขาดอาหาร ทำให้หายเร็วยิ่งขึ้น นอกจากเลือกชนิดอาหารให้เหมาะสมแล้ว ควรให้ครั้งละน้อยแต่ให้บ่อยๆ | ||||||||
| เพื่อให้ลำไส้ค่อยๆ ย่อยและดูดซึมอาหารได้ทัน หากลำไส้ย่อยและดูดซึมอาหารไม่ทันก็จะทำให้มีท้ องเสียอีกค่ะ | ||||||||
| ยาแก้ท้องเสียหรือยาช่วยให้หยุดถ่ายไม่ควรใช้กับเด็ก เนื่องจากจะทำให้สารพิษหรือเชื้อโรคตกค้างในร่างกายนานขึ้น | ||||||||
| ยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้ออาจมีประโยชน์ในกรณีอุจจาระมีมูกเลือดหรือเป็นอหิวาตกโรค แต่ควรจะอยู่ในความดูแลจากแพทย์ | ||||||||
| กรณีท้องเสียจากยา ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดยาที่เป็นสาเหตุ หากยังไม่หยุดถ่าย ควรปรึกษาแพทย์ | ||||||||
| การให้ยาปฏิชีวนะ อาจมีความจำเป็นสำหรับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะกรณีถ่ายมีมูกเลือด ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล | ||||||||
| ไม่ควรซื้อยากินเองเพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากย าหรือเชื้อดื้อยา ส่วนท้องเสีย | ||||||||
| ส่วนท้องเสียจากติดเชื้อไวรัส จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการให้ยาปฏิชีวนะ | ||||||||
| พ่อแม่มักเข้าใจว่าเมื่อลูกเริ่มท้องเสีย ลูกควรจะหยุดถ่ายในเวลา 1-2 วัน หลังจากเริ่มรักษา | ||||||||
| ความจริง แล้วอาการ ท้องเสียอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-6 วันจึงจะหาย | ||||||||
| ดังนั้นหากลูกสดชื่น เล่นได้ กินได้ ไม่มีอาการขาดน้ำ ไม่มีไข้ แม้ว่ายังถ่ายเหลวอยู่บ้าง ก็ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ | ||||||||
| สังเกตลักษณะของอุจจาระ | ||||||||
| อาการที่ต้องไปพบแพทย์ | ||||||||
| หากอาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 4-5 วัน เป็นเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ | ||||||||
| และอย่าลืมเก็บอุจจาระที่ผิดปกติครั้งสุดท้ายมาให้แพทย์ดูเพื่อประกอบการวินิจฉัยด้วยนะคะ | ||||||||
| ถ้าลูกมีอาการท้องเสียต่อเนื่องเกินกว่า 7 วัน ถึงแม้แต่ละวันจะถ่ายไม่มากแต่ก็เรื้อรังเช่นนี้ สมควร | ||||||||
| สมควรที่จะนำปัญหาของลูกไปปรึกษากับหมอเด็กอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุใหม่และให้การรักษาที่ถูกทางโดยเร็ว | ||||||||
| เพราะการปล่อยให้ลูกท้องเสียเรื้อรังเช่นนี้ มีแต่จะบั่นทอนสุขภาพของลูก นอกจากจะทำให้น้ำหนักตัวของลูกไม่เพิ่มขึ้นแล้ว | ||||||||
| การท้องเสียเรื้อรังที่ยาวนานเป็นเดือนอาจจะกระทบต่อความสูงของลูกได้ในระยะยาว | ||||||||
| กรณีที่เด็กไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ อุจจาระมีมูกเลือด มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง | ||||||||
| มีอาการหอบเหนื่อย ซึมลง ปัสสาวะลดลง ไข้สูง อาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล | ||||||||
| การป้องกันที่ดีที่สุดค่ะได้แก่ | ||||||||
| สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รักษาสุขอนามัยในเรื่องอาหารและน้ำดื่ม | ||||||||
| ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ | ||||||||
| หากน้องกินนมผสม ควรต้มหรือนึ่งขวดนมหรือจุกนมนาน 10-15 นาทีก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก | ||||||||
| ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค วัคซีนไทฟอยด์ และวัคซีนโรต้า อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้คุณแม่พิจารณราค่ะ | ||||||||
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)